13 ปีแห่งการโกหก และ 1 ปี 8 เดือนที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป :)

เข้าชม : 10   |  




สวัสดีทุกคนที่ผ่านเข้ามาครับ

เรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องราวของตัวผมเอง ซึ่งได้ทำทั้งหมดด้วยตัวเองตั้งแต่ยังแยกแยะไม่ได้จนถึงวันที่เข้าใจในทุกที่มาที่ไป เพื่อให้การเรียนรู้นี้ไม่ได้สุญเปล่าไป ผมเลยอยากจะเล่าเรื่องราวทั้งหมด รวมถึงผลลัพธ์ในการกระทำทั้งหมด เผื่อให้สมาชิกท่านใดที่กำลังทำ กำลังจะทำ หรือโดนกระทำได้มองเห็นมุมมองทั้งหมดในเรื่องนี้ และแรงผลักดันสำคัญที่สุดคือผู้หญิงคนหนึ่งที่จากผมไปเพราะการกระทำทั้งหมดของผม และ ทำให้ผมจะไม่อยากกลับไปเป็นคนแบบเดิมอีกครั้ง


13 ปีในการโกหกนั้นดูเป็นเวลาที่ยาวนานมาก จริงๆแล้วจุดเริ่มต้นบ่มเพาะเรื่องนี้คงเริ่มต้นที่ครอบครัว นี่เป็นสิ่งหนึงที่ทำให้ผมเข้าใจและเห็นความสำคัญในการเลี้ยงดูลูกในอนาคต บ้านเราจริงๆแล้วอยู่ในสถานะที่ก็ไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้ยากจน พ่อแม่ผมค้าขายมาตั้งแต่ผมจำความได้ ด้วยความที่พ่อเองก็เป็นคนที่มาจากต่างจังหวัดและถ้าเทียบกันจริงๆ ฐานะของเรากับพี่น้องพ่อที่บ้านก็ต่างกันมากเหมือนกัน ในแง่ที่เราดีกว่า ทุกๆครั้งที่กลับบ้านเองก็มักจะมีคนห้อมล้อมและบ่อยครั้งเองที่เรามักได้ยินคำโกหกเล็กๆน้อยๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ แต่เพราะทุกครั้งก็ไม่ได้มีใครมาร็ความจริงหลังจากเรากลับมา หรือถึงรู้ พอเวลาผ่านไปก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นเองเป็นจุดที่ทำให้เด็กคนนึงเห็นว่าการโกหกไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ให้อภัยไม่ได้ และทำให้ถลำตัวยาวนานมาขนาดนี้

การเป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ามาเรียนโรงเรียนในกรุงเทพเพียงคนเดียวคือจนเริ่มต้นของเรื่องนี้ ด้วยความเหงา ว้าเหว่ ไม่มีที่พึ่ง ทำให้เราเองต้องการการยอมรับมากกว่าคนปกติ สิ่งหนึ่งที่ติดพันมาจากความทรงจำในวัยเด็กคือการมีฐานะจะทำให้ผู้คนยอมรับได้ แต่ในเมื่อความจริงสวนทางกับสิ่งที่เป็น การโกหกก็เริ่มต้นขึ้น โดยที่ในวัยนั้นก็ไม่ได้คิดว่าการโกหกจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตตอนนี้

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มโกหกครั้งแรก มันจะต้องมีครั้งที่สอง สาม สี่ตามมาอีกนับไม่ถ้วนเพื่อรักษาคำโกหกคำแรก และการโกหกที่แนบเนียนที่สุดคือการโกหกผสมเรื่องจริงลงไปด้วย เรื่องจริงที่ว่านั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเรา ใช่ครับ ผมใช้เรื่องจริงของคนรอบข้างมาเป็นสารตั้งต้นในการโกหก เพราะหนึ่งคือเราจะรู้เรื่องราวต่างๆในมิติของคนที่ทำจริงๆ และสองมันง่ายในการหาหลักฐานเพื่อทำให้คนเชื่อถือ แต่ความน่ากลัวของการโกหกคือถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่มีสติ เรื่องโกหกต่างๆจะกลืนกินเราจนทำให้เราลืมว่าความจริงเราคือใคร และใช่ ผมคือคนคนนั้น

ผมเริ่มจากการโกหกเพื่อนที่โรงเรียนในตอนนั้นว่าพ่อแม่มีฐานะดี ใช้ของแพงมากมาย ซึ่งในวันนั้นก็ปลอมบ้างแท้บ้าง แต่ยังไงก็ยังดิ้นรนในการใช้ของแพงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในคำพูด จริงๆด้วยความที่ฐานะก็ไม่ได้ดีมาก แต่ผมเองก็เลือกจะขอพ่อแม่ด้วยของแพงๆแลกกับการมีผลการเรียนที่ดี ซึ่งนั่นเองน่าจะเป็นเรื่องเดียวที่ทำให้พ่อแม่เอาไว้คุยโม้ชาวบ้านได้ ถ้ามองแบบไม่โลกสวยคือผมทำทุกอย่างเพื่อจะได้สิ่งของไว้หล่อเลี้ยงคำโกหกตัวเอง และพ่อแม่เองก็ใช้ของต่างๆเพื่อหลอกล่อให้ผมตั้งใจเรียนเพื่ออนาคตที่ดีของผมเองและเพื่อให้ยังมีสิ่งที่เอาไว้คุยโม้กับคนอื่นเพื่อลบปมต่างๆของเค้าได้

การโกหกเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากเรื่องฐานะ ก็เริ่มมาที่เรื่องที่เป็นของตัวเอง ด้วยการที่เป็นเด็กที่ไม่ได้มีร่างกายแข็งแรงมาตั้งแต่เด็กๆ อยู่ในท่องแม่นาน 10 เดือน เริ่มพูดตอนอายุเกือบ 3 ขวบ และก็เจ็บป่วยมาเสมอมา ช่วงนั้นเองตอนประมาณ 15 วันดีคืนดีผมก็เริ่มปวดหัว ตาพล่า จากการไปหาหมอ หมอสรุปว่าผมเครียดเกินไป อาจจะด้วยการพยายามจัดการเรื่องโกหก และ การเรียนที่เข้มข้นผสมๆกันไป แต่เมื่อเริ่มป่วย จากอาการธรรมดาๆทั่วไปก็โกหกให้ดูใหญ่ขึ้น เพื่อเรียกร้องความสนใจ และความสงสารจากคนรอบข้าง เนื้องอกในสมองคือสิ่งที่ผมใช้เป็นคีย์เวิร์ดในการโกหกครั้งนั้น แน่นอนไม่เรียกร้องความน่าสงสารได้ดีจากเพื่อนๆในตอนนั้น รวมถึง crush on ของผมในตอนนั้นด้วย แม้ว่าในตอนนั้นไม่ได้จบลงที่เราสองคนรักกันเพราะแน่นอนความรักอาจจะเกิดได้จากการสงสาร แต่ไม่มีใครอยู่ด้วยกันได้ด้วยความสงสารแน่ๆ

จากเรื่องฐานะทางบ้าน การป่วยรอบที่ 1 การโกหกรอบที่ 3 ได้เริ่มขึ้น อายุประมาณ 17 ผมได้เริ่มป่วยด้วยโรคที่เคยได้ยินญาติคนนึงที่ผมเองเอาเรื่องของเค้ามาเป็นส่วนประกอบในการโกหก IBD crohn's คือชื่อของโรค ว่าด้วยอาการทำงานผิดปกติของผนังในระบบทางเดินอาหาร ซึ่ง ณ ตอนนั้นผมเองอาการแซงหน้าญาติไปไกลมาก ตุ่มลักษณะคล้ายๆสิวหัวช้างขึ้นติดกันนับไม่ถ้วน ตั้งแต่หลอดอาหาร ผ่านกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ สุดที่ลำไส้ตรง เจอในทุกๆส่วน การรักษาเริ่มตั้งแต่กินยา ผ่าตัด ส่องกล้อง เรียกได้ว่าผ่านกรรมวิธีทุกอย่างเท่าที่จะนึกออก เรื่องนี้คงจะดูเป็นเรื่องจริงที่ปกติ ซึ่งคงปกติไปกับการเข้ารักษาโรงพยาบาลรัฐ คำโกหกคำโตมากๆคือการเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนมีชื่อทั้งในและนอกประเทศ การบินไปมาเพื่อรักษาตัว ทั้งที่ความจริงอยู่ที่โรงพยาบาลเดิม หลายๆครั้งที่คนรู้จักพยายามจะไปหาเราที่โรงพยาบาลที่เราบอก แต่เช่นเดียวกัน ในเมื่อมันไม่เป็นเรื่องจริง มันก็ต้องไม่มีหลักฐานใดๆที่โรงพยาบาลนั้น คำกล่าวอ้างที่ผมใช้ประจำคือเพื่อความเป็นส่วนตัวเลยไม่อยากให้โรงพยาบาลเปิดเผย ซึ่งใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง คละๆกันไป การรักษาจริงๆกินเวลานานเกือบ 2 ปีกว่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่นั่นก็นานพอที่จะเรียกความน่าสงสารจากคนรอบข้างให้มาสนใจมากขึ้น

หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งการเจ็บป่วย เรื่องโกหกครั้งใหญ่ครั้งที่ 4 ก็ได้เริ่มขึ้น เมื่อถึงเวลาต้องเข้ามหาลัย ผมเองนะตอนนั้นเองที่อยากทำได้คืออาชีพอะไรก็ได้ที่ทำแล้วมีฐานะขึ้นมาได้จริงๆ ในตอนแรกผมเองอยากจะเข้าบัญชี ด้วยเหตุผลแรกและเหตุผลประกอบคืออยากอยู่ใกล้แฟนในขณะนั้น แต่ด้วยความที่มั่นใจรวมถึงการหลอกตัวเอง ผมไม่ได้เตรียมตัวกับการสอบมากพอจนสุดท้ายก็พลาด ด้วยความที่ก่อนหน้านี้ผมเองสอบติดรับตรงในหลายๆที่ หลังจากพลาดสอบกลางซึ่งก็ติด แต่ติดในคณะที่พ่อแม่ไม่ได้พึงพอใจและต่ำกว่าที่เค้าจะเอาไปคุยได้ สุดท้ายพ่อแม่ก็เลยดันให้ผมเข้าเรียนอินเตอร์ในมหาลัยรัฐที่สุด ด้วยค่าเทอมที่มหาโหดและสถานการณ์บ้านเราในตอนนั้นก็มีปัญหา ผมเองไม่ได้มีสมาธิในการเรียนมากนักเพราะการที่เลิกกับแฟนและกังวลเรื่องภายในบ้าน ในที่สุดปีแรกผมเองก็โดนไทล์ไป แต่พ่อแม่ก็ยังดันกลับไปเรียนที่เดิมเพื่อพยายามรักษาหน้าตาในสังคมทั้งฐานะการเงินและความประสบความสำเร็จของผม ในปีนี้แม้ทุกอย่างจะเหมือนดูดีขึ้น แต่สุดท้ายก็จบลงที่ปมเดิมคือโดนไทล์เพราะปัญหาในครอบครัวและการมีความรักครั้งใหม่

ในช่วงการเรียนอินเตอร์ ด้วยฐานะทางบ้านที่ดูสวนทางหนักไปกว่าความสามารถที่จะส่งได้ การได้เจอเพื่อนที่มีฐานะมากมายกลายเป็นปมด้อยที่กดเราให้ดูต่ำต้อยด้านฐานะขึ้นไปอีก การโกหกมากมายตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆได้พรั่งพรูออกมาในช่วงเวลาสองปีนั้น ผมเองด้วยความที่ไปในสังคมนั้นไม่ได้ด้วยความจนของตัวเอง ผมจึงเฟทจากสังคมนั้นไปอยู่กับเพื่อนที่มาจากโรงเรียนเดียวกัน ผมรักสังคมในคณะของเพื่อนผมนะ ด้วยความเรียบง่าย เป็นพี่เป็นน้องจนถึงขั้นเคยคิดว่าอยากไปเรียนด้วย แต่ด้วยความที่มองไม่เห็นทางที่จะร่ำรวยได้ชัดเจนเลยไม่ได้ทำ ด้วย profile สูงมากมาจากโรงเรียนเก่า รวมถึงการเข้าเรียนในหลักสูตรอินเตอร์ทำให้เรื่องของฐานะดูจะไม่ต้องพิสูจน์อะไรมาก และมันทำให้ชีวิตดูง่าย แต่คำโกหกต้องการสิ่งหล่อเลี้ยง ผมเองหมดเงินไปเยอะมากเพื่อการทำให้ดูน่าเชื่อถือ การ pay แบบไม่คิดเป็นสิ่งที่คนรวยปลอมๆแบบผมทำ เลี้ยงเพื่อนฝูงด้วยเงินติดๆขัดๆ พอไม่มีก็ให้เพื่อนเลี้ยงผสมๆกัน เรื่องนี้จบหลังพร้อมความรักครั้งที่สองเพราะเรื่องเกือบทั้งหมดถูกเปิดเผย เป็นผลทำให้เพื่อนในสังคมนั้นหายไปด้วยเลยเหมือนกัน ในเวลานั้นผมได้แต่โทษว่าทุกคนเข้ามาเพราะฐานะ แต่ในความเป็นจริงคืออาจจะใช่หรือไม่ใช่ แต่เพราะผมแสดงให้เค้าเห็นว่าเป็นแบบนั้นเอง และคนที่ไม่ใช่ก็จากไปเพราะความไม่จริงใจด้วยเหมือนกัน

หลังจากชีวิตในสังคมอินเตอร์วุ่นวายเกือบ 2 ปี โดยไทล์ไปสองรอบ ชีวิตผมกลับเข้าสู่โหมดว่างเปล่า ทุกคนในสังคมที่เคยมีหายไปเพราะคำโกหกของผม ทางบ้านตัดสินในให้ผมหยุดเรียน 1 ปีเพื่อสอบเข้ามหาลัยของรัฐในคณะที่อยากเรียน ในช่วงเวลา 1 ปีนั้นผมเองได้กระโดดเข้าสู่ชีวิตการทำงาน ทำงานจริงๆ ด้วยความเก่งในการทำการตลาด และ ทักษะทางภาษาที่ดี งานแรกในชีวิตที่ได้เริ่มทำคือการเป็น Marketing ในบริษัท และเป็นล่ามในเวลาเดียวกัน ด้วยความคิดแหวกแนวและความบ้าบิ่นในการทำงานทำให้ผมขยายโอกาสในการทำงานมากขึ้น เรียกได้ว่าไปได้ดีจนคิดว่าไม่อยากกลับไปเรียนเลยทีเดียว แต่ด้วยความคิดของผู้ใหญ่ซึ่งอยากให้เรามีวุฒิการศึกษาเพื่อการันตีอนาคตทำให้ต้องกลับไปเรียน ผมเลือกจะกลับไปเรียนในสายวิศวะอีกครั้งเพราะชอบในระบบความคิดและญาติที่เรียนจบมาก็มีฐานะจริงๆ

การกลับมาเรียนอีกครั้งนึงในมหาลัยถือว่าเป็นเรื่องที่ดูน่าจะเข้ารูปเข้ารอยปกติ แต่เพราะเรื่องโกหกยังเป็นผลลัพธ์ต่อเนื่องเมื่อทุกคนไม่ได้รับรู้ความจริง เมื่อเพื่อนสมัยเก่าๆกลับมา ผมเองจึงต้องกลับไปโกหกอีกครั้งเพื่อรักษาเพื่อนต่างๆเอาไว้ ด้วยช่วงวัยที่ต่างกับเพื่อนร่วมรุ่นและการไม่ยอมรับความจริง คำโกหกถึงความประสบความสำเร็จมากมายก็เลยกลับมาเริ่มต้นอีกครั้ง ชีวิตคู่ขนานที่โดนกลืนด้วยคำโกหกดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเวลานึงซึ่งเรื่องนี้ควรจะจบลงด้วยดี แต่ปัญหาครั้งใหญ่สุดในชีวิตก็เกิดขึ้นและจุดศูนยืรวมเรื่องราวที่มาที่ไปในชีวิตผมก็ชัดเจนขึ้น การทะเลาะกันครั้งใหญ่ในบ้านทำให้เราได้มองเห็นเรื่องราวต่างๆ ทำให้รู้ว่าหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจากความรักและความหวังดีจริงๆ ผมได้ค้นพบการหลอกลวงมากมายจากคนใกล้ตัว จากคนที่ไว้ใจและคิดว่าจะไม่มีทางทำร้ายผมได้ นั่นคือพ่อแม่ของผมเอง ทุกเรื่องที่เคยเป็นข้อสงสัยก็คลี่คลาย และจากมรสุมครั้งนั้นทำให้ผมถูกไทล์เป็นครั้งที่ 3

ผู้ชายคนนึงที่ไม่มีการศึกษา ไม่เหลือความศรัทธาใดๆในครอบครัวตัวเอง แต่ยังสามารถมีชีวิตเดินต่อไปได้ด้วยโอกาส และความรักจากผู้หญิงคนนึงซึ่งเดินเข้ามาในช่วงเวลาที่วุ่นวายที่สุด และแน่นอนผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยหล่ะว่าเธอคือผู้หญิงรักมากที่สุดในชีวิตจริงๆ

1 ปี 8 เดือนที่ผมพูดถึงตามชื่อกระทู้คือเวลาที่เราคบกันครับ ความรักของเราเริ่มต้นจากการที่ผมหมดศรัทธาในความรักจากการโดนนอกใจ ผม register penfriend ซึ่งเป็นเวปไซท์ที่ให้เรากรอกข้อมูล preview ตัวเองลงไป ด้วยความถนัดในการโกหกและรักงาน marketing ที่ทำ ผมใส่ profile ลงไปสวยหรูมาก และผมเองได้ส่ง request ไปหาผู้หญิงคนนึง ซึ่งจริงๆเป็นคนเดียวที่ผมส่งถึงเลยหล่ะ เราเริ่มคุยกันผ่านอิเมลล์เรื่อยๆ ในบทบาทที่ผมเป็นนักวิเคราะห์ผู้เก่งกาจทำงานในต่างประเทศ เกิดในต่างประเทศ ฐานะดีจากการทำงาน จบโทจากเมืองนอก และต่อสู้ดิ้นรนปากกัดตีนถีบจนมีทุกอย่างได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงตอนนั้นผมเรียนอยู่ปี 3 ในการเรียนครั้งที่ 3 ด้วยอายุของเราสองคนเท่ากัน เธอทำงานเป็นพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง จากจุดเริ่มต้นที่ผมเริ่มต้นด้วยการโกหก เพื่อต้องการหารักแท้ที่จริงใจ ซึ่งมันผิดตั้งแต่การโกหกที่ติดเป็นนิสัยที่ไม่อาจแก้ได้ ในทุกๆอิเมลล์ที่ผมเขียนจึงต้องมีเรื่องโกหกแนบไปด้วยเสมอ จนวันนึงเราก็ได้มาเจอกันในโลกของความจริง ผมตกหลุมรักเธอในทุกๆตัวอักษรที่เธอส่งมา ผมสัมผัสได้ถึงความจริงใจที่ผมร้องหามาตลอดชีวิต ผมยังจำครั้งแรกและวินาทีแรกที่เราเจอกันได้ดี ผมไปหาเธอที่โรงพยาบาลด้วยการทำอาหารที่เธอชอบไปให้ แกงขนุนกระดูกอ่อน น้ำพริกอ่องและไข่เจียว เธอเดินมาด้วยชุดพยาบาลสีชมพู แม้ว่าในความคิดเธอจะไม่ได้มีหน้าตาเหมือนที่ผมคิด แต่หัวใจเธอเป็นแบบนั้นจริงๆทำให้ผมรักเธอแบบไม่มีเหตุผลใดๆ เราคบกันมาเรื่อยๆ เธอเองพาผมผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายต่างๆมากมาย การโดนไทล์ครั้งที่ 3 การทะเลาะกับครอบครัว รวมถึงเรื่องเล็กน้อยๆ กับเธอเองเพราะผมเริ่มด้วยเรื่องโกหกทำให้ตลอดเวลาผมเองต้องโกหกเพิ่มไปเรื่อยๆเพื่อเอาตัวรอด ความสัมพันธ์ของเราก้าวหน้าไปมากจนเราคิดถึงเรื่องการแต่งงาน ใช ผมเองก็อยากแต่งงานกับเธอเหมือนกัน แต่เพราะคำโกหกมากมายทำให้ผมไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นยังไง ยิ่งเราได้รู้จักครอบครัวเค้ายิ่งทำให้เรารู้ว่านี่คือสิ่งที่เรารอคอยมาตลอดชีวิต ผิดตรงที่เราเริ่มต้นด้วยการโกหกตัวตนของตัวเอง ผมเองหลังจากโดนไทล์รอบที่ 3 ก็กระโดดกลับเข้าสู่ชีวตการทำงานอย่างจริงจัง แต่ด้วยวุฒิการศึกษาที่น้อย ถึงแม้จะมีความสามารถก็ไม่ได้ทำให้เรียกเงินเดือนได้ ผมทำงานหลายอย่างมากขึ้นเพราะอยากจะสร้างตัวให้ได้ใกล้เคียงกับคำว่าดูแลเธอได้ งานหลักในบริษัท งานสอนพิเศษ งาน marketing งาน consult หลายๆครั้งผมก็โกหกเธอว่าทำงานหลักในบริษัท แต่ความเป็นจริงคือไปสอนพิเศษ ไป consult แต่เหนือทุกๆสิ่ง ผมเองยังแทรกเวลาเข้าไปให้เธอให้ได้มากที่สุด เมื่อเวลาผ่านไป ช่วงเวลาที่เราคุยกันเรื่องแต่งงานก้มาถึง การถูกบีบรัดจากภายในครอบครัว ซึ่งไม่ผิดเพราะทั้งหมดเป็นเพราะคำพูดของผมเอง การที่เราไม่ได้มีหลักอะไร รวมถึงไม่เคยมีหลักฐานใดๆเลยที่แสดงถึงสิ่งที่เราเคยพูด ไม่แปลกที่ทุกคนจะเริ่มสงสัย และนำไปสู่การหาคำตอบที่สุด เธอเองเคยถามผมหลายครั้ง แต่เป็นเพราะการกลัวที่จะเสียเธอไปหรือที่เธอเรียกว่าการที่ผมรักตัวเองทำให้ผมไม่กล้าที่จะเผชิญหน้าความจริง หลบซ่อนเอาตัวรอดภายใต้คำโกหกของตัวเอง แม้ผมเองจะไม่เคยคิดว่าผมเองรักตัวเองมากกว่าเธอเลยเพราะทุกๆการกระทำในชีวิตรวมถึงเป้าหมายในชีวิตมีเพื่อเธอเท่านั้น แต่ผมไม่อาจหนีในสิ่งที่เธอพูดและสิ่งที่ผมเองคดไม่ถึงได้เลยเหมือนกัน เมื่อความจริงทั้งหมดเปิดเผย ทั้งจากการหาข้อมูลของเธอเอง และบางเรื่องที่ผมเป็นคนบอกเอง ทำให้เธอตัดสินใจชัดเจนว่าจะไม่ให้โอกาสและหมดรักผมแล้วในที่สุด

เป็นความเจ็บปวดที่สาหัสที่สุดในชีวิตและความจริงที่ผมเองหนีไม่ได้คือการที่เธอหมดรัก ผมเองเคยคิดนะว่าถ้าเป็นคนที่โดนกระทำเองจะให้โอกาสเธอเองได้มั้ย ผมเองอาจจะโลกสวยก็ได้นะ แต่สำหรับผม ไม่ว่าจะเป็นยังไง ความรักเท่านั้นคือสิ่งที่ผมต้องการ หรืออาจจะเพราะนั่นคือสื่งที่ผมขาดมาตลอดก็เป็นได้ เราสองคนโตมาในสังคมไม่เหมือนกัน และนั่นเป็นเรื่องปกติที่ลักษณะการตัดสินใจเราไม่เหมือนกัน ผมเข้าใจในสิ่งที่เธอเลือกและแน่นอน ผมจะไม่หลอกตัวเองว่าเลิกรักเธอ 

แรงผลักดันที่ทำให้ลุกขึ้นมาเขียนเรื่องนี้ให้ทุกคนอ่าน ผมเองไม่สามารถสูญเสียอะไรไปมากกว่านี้อีกแล้ว หลังจากทุกอย่างระเบิดออก และด้วยวัยที่โตขึ้น ผมยอมรับความจริงมากขึ้น กล้าจะบอกทุกคนกับความจริงและทุกสิ่งที่ผมทำ บางคนอาจหายไป แต่หลายคนที่ยอมให้โอกาสได้กลับตัว ผมเองกลายเป็นคนที่ไม่กล้าโกหกจนบางครั้งก็สร้างความพินาศจากการตรงมากเกินไป 

ปัจจุบันหน้าที่การงานผมเองเดินมาไกลจากจุดเดิมมาก และผมเองกำลังจะเรียนจบเหมือนกัน ทุกๆอย่างน่าจะกำลังไปในทางที่ดี แต่เพราะความไม่แข็งแรงตั้งแต่เด็ก ข่าวร้ายที่สุดในชีวิตผมคือหมอตรวจพบการทำงานผิดปกติของก้อนเนื้อบริเวณลำไส้ ซึ่งจากการ PET แล้วหมอมั่นใจว่าคือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด NHL ด้วยการโหมงานหนักในช่วงเวลาที่ผ่านมาและความที่ไม่แข็งแรงโดยกรรมพันธ์ผลักให้ผมมาอยู่จุดนี้ การสูญเสียหลายๆอย่างรวมถึงคนที่ผมรักที่สุดทำให้ผมค่อนข้างเฉยๆกับเรื่องนี้ แน่นอนว่าผมจะต้องพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อคนรอบข้างและคนรักที่ผมยังเหลืออยู่

การฝากเรื่องราวไว้ใน Pantip เพราะผมเชื่อว่ามันจะมีประโยชน์กับคนที่ได้ผ่านมาเจอ สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ตลอดเวลาที่ผ่านมาขอแยกเป็นข้อตามนี้

1. ครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของเด็กทุกคน ทำให้เด็กเห็นภาพที่ดีทั้งต่อหน้าและลับหลังเถอะครับ เด็กเก่งในการจดจำและทำตาม

2. ถ้าคุณคิดจะเริ่มโกหก คุณต้องพร้อมจะยอมรับการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นให้ได้

3. อย่าโกหกหรือทำร้ายคนที่คุณรักด้วยการโกหก ความเชื่อใจและความศรัทธาที่หายไปจะทำให้คุณเสียความรักในที่สุด

นี่คือบทเรียนที่ผมได้เรียนรู้มาในตลอดชีวิต แน่นอนว่าไม่รู้เลยว่าผมจะอยู่ไปได้อีกนานแค่ไหน ไม่ใช่แค่ผม แต่เราทุกคนเอง อย่ากลัวการเป็นคนไม่ดีในสายตาคนอื่น แต่ให้กลัวกลายเป็นคนไม่ดีในสายตาคนที่รัก เหมือนอย่างผมที่เสียคนที่รักที่สุดในชีวิตไปเพราะคำโกหกของตัวเอง

ขอบคุณทุกคนที่ผ่านเข้ามาอ่านนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก : http://pantip.com/topic/35603588


ข่าวล่าสุดหมวด ความรัก















บทความใหม่














แจ้งลบเนื้อหา / แนะนำติชม: ThaiEasyJob@outlook.com | ติดต่อลงโฆษณา: ThaiEasyJob@outlook.com | © 2020 All right reserved. |